หมวดหมู่: บทความ

บทความ – Article ด้านไฮดรอลิก นิวเมตริก เครื่องจักรกลการเกษตร โซลาร์เซลล์ พลังงานทางเลือก

กระบอกลม

กระบอกลม (Pneumatic Air Cylinder)

กระบอกลม (Pneumatic Air Cylinder) หรือเรียกอีกชื่อว่า Actuator คืออุปกรณ์ที่ใช้ลมทำให้ก้านกระบอกลมเคลื่อนที่ไปในแนวเส้นตรง หรือหมุน 90, 180, 270 หรือ 360 องศา เป็นอุปกรณ์ที่เปลี่ยนพลังงานในรูปแบบความดันลมให้เป็นพลังงานกลในรูปแบบของการเคลื่อนที่ โดยแบ่งตามลักษณะการทำงานหรือการเคลื่อนที่ได้ 3 ประเภท คือ 1.กระบอกลูกสูบลม (Cylinder) ทำงานตามแนวเส้นตรง 2.กระบอกลม (Air Cylinder) ทำงานตามแนวเส้นรอบวง 3.กระบอกลมนิวเมติกส์ทำงานแบบพิเศษ (Special Actuator) คือกระบอกลมนิวเมติกส์ที่มีลักษณะการทำงานแตกต่างจาก 2 ประเภทที่กล่าวมา กระบอกลมนิวเมติกส์แต่ละชนิดจะมีลักษณะการทำงานที่แตกต่างกันไปตามจุดประสงค์ของการนำไปใช้งาน

กระบอกลม Air Cylinder ประเภทต่างๆ

  1. กระบอกลมมาตรฐาน (Standard Cylinder)
    โครงสร้างของกระบอกจะผลิตด้วยวัสดุที่เป็นอลูมิเนียมเหลว ที่ถูกอัดลงบนแม่พิมพ์กระบอกลมอีกทีหนึ่ง กระบอกลมประเภทนี้จะมีมาตรฐาน ISO 15552 มีหลายรูปแบบให้เลือกใช้งาน เช่น
    กระบอกลมแบบติดวาล์วควบคุมทิศทาง (Pneumatics Control), กระบอกลมแบบสี่เสา(Tie Red Type Cylinders), กระบอกลมแบบโปรไฟล์ (Profile Type Cylinders) และกระบอกลมที่เป็นแบบล็อคก้านสูบได้ (Lock Cylinder)
  2. กระบอกลมขนาดเล็ก (Mini Cylinder)
    เหมาะสำหรับงานที่ใช้แรงดันลมไม่มากนัก งานสร้างสำหรับงานเฉพาะทาง โดยมีขนาดต่างๆ เช่น กระบอกลมแบบมินิ (Mini Cylinders), กระบอกลมปากกา (Pen Sign Cylinders)
  3. กระบอกลมแบบคอมแพค (Compact Cylinder)
    มีความโดดเด่นในเรื่องประสิทธิภาพการใช้งาน รูปแบบของกระบอกจะเป็นแบบสี่เหลี่ยม แบบทรงแผ่น และแบบมีเพิ่มก้านนำทาง
  4. กระบอกลมแบบไม่มีก้านสูบ (Rodless Cylinders)
    มีความแตกต่างจากกระบอกลมประเภทอื่นตรงที่ไม่มีก้านลูกสูบ มีการใช้งานกันอยู่ 2 ประเภท คือ
    – แบบแมคคานิคอลจ๊อย(Mechanically Jointed Rod less Cylinder)
    – แบบใช้แรงดูดของแม่เหล็ก (Magnetically Coupled Cylinder)
    การทำงานของกระบอกลมชนิดนี้คือ กระบอกลมจะเคลื่อนที่บนแกนเพลาที่ยึดหัว-ท้าย เคลื่อนที่ได้จากแรงของแม่เหล็กที่เคลื่อนที่ไป-มาอยู่ตลอดเวลา กระบอกลมชนิดนี้เหมาะกับงานที่ต้องการช่วงชักยาว
  5. กระบอกลมแบบเลื่อน/สไลด์ (Slide Table Cylinder)
    คุณสมบัติเด่นของกระบอกลมชนิดนี้คือ สามารถเลื่อนได้ (Slide Table Air Cylinder) ซึ่งกระบอกลมประเภทอื่นทำไม่ได้ แบ่งออกเป็น
    – แบบแผ่นเลื่อนความแม่นยำสูง (Air Slide Table/Precision Cylinder)
    – แบบเลื่อนยาว (Air Slide Table/Long Stroke)
    – แบบเลื่อนชนิดคอมแพ็ค (Compact Air (Cylinder) Slide Table) สามารถปรับแต่งช่วงชัก หรือตำแหน่งการติดตั้งได้อย่างอิสระ

สนใจรายละเอียดกระบอกลม คลิ๊กที่นี่

พลังงาน ทางเลือก

พลังงาน ทางเลือก VS หมุนเวียน VS สิ้นเปลือง

พลังงานทางเลือก (Alternative Energy) คือ พลังงานที่ได้จากแหล่งฟอสซิลอื่น ที่ไม่ใช่น้ำมัน ได้แก่ ถ่านหิน ก๊าซธรรมชาติ หรือยูเรเนียม ซึ่งมีแต่ใช้แล้วจะหมดไป

พลังงานหมุนเวียน (Renewable Energy) หรือเรียกสั้นๆ ว่า RE คือ พลังงานที่ได้จากแหล่งที่สามารถผลิตหรือก่อกำเนิดพลังงานนั้นขึ้นมาเองได้ และยังหมุนเวียนนำกลับมาใช้ได้อีก มักเป็นพลังงานสะอาด และไม่สร้างผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม เช่น พลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานน้ำ พลังงานลม พลังงานคลื่น พลังงานความร้อนใต้พิภพ พลังงานเคมีจากไฮโดรเจน พลังงานชีวมวล พลังงานชีวภาพ พลังงานไบโอดีเซล พลังงานเอทานอล หรือ แก๊สโซฮอล เป็นต้น

ส่วนพลังงานสิ้นเปลือง (Nonenewable Energy) คือ แหล่งพลังงานจากใต้พื้นดิน เมื่อใช้หมดแล้วไม่สามารถสร้างขึ้นมาใหม่หรือหามาทดแทนโดยธรรมชาติได้ทันความต้องการในเวลาอันรวดเร็ว ต้องใช้เวลานานกว่าร้อยล้านปีที่จะสร้างขึ้นมาอีกได้และมีปริมาณจำกัด ชื่อที่ใช้แทนพลังงานกลุ่มนี้จึงมีทั้งพลังงานฟอสซิลและพลังงานที่ใช้แล้วหมด ตัวอย่างของพลังงาน ได้แก่ น้ำมันดิบ (ปิโตรเลียม), ถ่านหิน, ก๊าซธรรมชาติและพลังงานนิวเคลียร์ (แร่ยูเรเนียม) ฯลฯ

พลังงานที่ใช้กันอยู่ทุกวันนี้ส่วนมากนำมาจากแหล่งพลังงานสิ้นเปลือง ซึ่งต้องใช้เวลานานเป็นล้านปีกว่าจะผลิตน้ำมันแต่ละลิตรได้ การนำพลังงานหมุนเวียนมาใช้จะมีข้อจำกัดตามธรรมชาติที่ว่า พลังงาน (บางชนิด) มีอยู่มากก็จริง ทว่าไม่สามารถนำมาใช้ได้ทุกเวลาและไม่เพียงพอ เช่น ถ้าท้องฟ้ามืดครึ้มจะไม่มีแสงอาทิตย์ ถ้าลมสงบจะไม่มีลมไปหมุนกังหัน หรือถ้าระดับน้ำในเขื่อนไม่เพียงพอก็ผลิตไฟฟ้าไม่ได้

จากข้อมูลของ 1การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย และ 2มูลนิธิพลังงานเพื่อสิ่งแวดล้อม (leonics.co.th สรุปรวบรวม) การนำพลังงานจากแหล่งธรรมชาติมาใช้การผลิตไฟฟ้า จะมีค่าใช้จ่ายแตกต่างจากการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลมากน้อยเพียงใด… ต้นทุนการผลิตไฟฟ้าของโรงไฟฟ้าโดยใช้เชื้อเพลิงต่างๆ เป็นดังนี้

  • ถ่านหิน = 0.50 บาท/หน่วย1
  • ก๊าซธรรมชาติ = 0.93 บาท/หน่วย1
  • น้ำมันเตา = 1.10 บาท/หน่วย1
  • ดีเซล = 2.72 บาท/หน่วย1
  • พลังงานแสงอาทิตย์ = 11.46 บาท/หน่วย2
  • พลังงานลม = เป็น 2.84 บาท/หน่วย2
  • พลังงานชีวมวล = 2.27 บาท/หน่วย2
  • ก๊าซชีวภาพจากอุตสาหกรรมแปรรูปการเกษตร = 1.91 บาท/หน่วย2
  • น้ำเสีย = 1.3-1.6 บาท/หน่วย2
  • ขยะชุมชน = 2.23 บาท/หน่วย2

(1 หน่วย = 1 กิโลวัตต์-ชั่วโมง)

solar cell

Solar tile

“ข้อดี-ข้อเสีย” ของพลังงานหมุนเวียนและพลังงานสิ้นเปลีอง

แหล่งพลังาน ข้อดี ข้อเสีย
พลังงานหมุนเวียน
  • สามารถหาได้ง่าย ไม่ว่าจะอยู่ที่ใดบนโลก
  • สามารถผลิตพลังงานได้ตลอดเวลา เช่น พลังงานความร้อนใต้พิภพ
  • ใช้ไม่มีวันหมด
  • เป็นแหล่งพลังงานที่ได้มาฟรี
  • นำมาผลิตไฟฟ้าได้ในราคาถูก เช่น พลังน้ำ
  • มีความเสถียรในเรื่องราคาพลังงาน
  • เป็นพลังงานสะอาด ไม่สร้างมลพิษทางอากาศ, น้ำและไม่เกิดขยะของเสีย
  • พบได้เฉพาะบางพื้นที่เท่านั้น เช่น พลังงานความร้อนใต้พิภพ
  • ไม่สามารถผลิตพลังงานได้อย่างต่อเนื่อง
  • ต้นทุนในตอนเริ่มต้นสูง
  • ต้องมีการเก็บพลังงานไว้ ซึ่งไม่คุ้มค่าเชิงพาณิชย์
  • ต้องใช้พื้นที่มากในการติดตั้ง
  • อาจเป็นสาเหตุของมลพิษทางอากาศ เช่น พลังงานความร้อนใต้พิภพ
  • อาจทำให้โลกร้อนขึ้นได้ เช่น การเผาไหม้ของพลังงานชีวมวล
  • เกิดมลพิษทางเสียง เช่น พลังงานลม
  • อาจทำลายระบบนิเวศน์และส่งผลต่อการอพยพย้ายถิ่นฐานของสิ่งมีชีวิต
พลังงานสิ้นเปลือง
  • ไม่ขึ้นอยู่กับช่วงเวลาของวัน, สภาพอากาศหรือฤดูกาลก็ได้พลังงานต่อเนื่อง
  • นำมาผลิตไฟฟ้าได้ในราคาถูกและคุ้มค่าเชิงพาณิชย์
  • นำมาผลิตไฟฟ้าจะได้พลังงานต่อหน่วยน้ำหนักจำนวนมาก
  • พลังงานนิวเคลียร์ใช้เชื้อเพลิงเพียงเล็กน้อยก็ผลิตไฟฟ้าได้จำนวนมาก
  • พลังงานนิวเคลียร์สร้างมลพิษทางอากาศเพียงเล็กน้อย และไม่สร้าง CO2
  • สามารถหาได้เฉพาะบางพื้นที่เท่านั้น
  • เป็นแหล่งพลังงานที่มีจำกัด
  • ไม่มีความเสถียรในเรื่องราคาพลังงาน
  • การเผาไหม้ของเชื้อเพลิงฟอสซิลทำให้เกิดมลพิษมากมาย รวมถึงเกิดปฏิกิริยาเรือนกระจก, โลกร้อนขึ้นและเกิดฝนกรด ฯลฯ
  • พลังงานนิวเคลียร์ ทำให้เกิดของเสียที่เป็นพิษสูงและขนส่งอย่างปลอดภัยทำได้ยาก
  • การขุดหรือระเบิดถ่านหินหรือแร่ยูเรเนียม และน้ำมันรั่วจาการขุดเจาะ ส่งผลกระทบรุนแรงต่อสิ่งแวดล้อม

เอกสารประกอบ : พลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือก จาก สำนักงานบริหารกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน

แหล่งที่มา : scimath.org, Energy News Center, leonics.co.th, enconfund.go.th, ภาพประกอบจาก กระทรวงพลังงาน

cylinder

ข้อดีข้อเสียของระบบนิวเมติก ระบบงานที่ใช้ลมอัด

ระบบนิวเมติก หมายถึง ระบบงานที่ใช้ลมอัดเป็นตัวต้นกำลังในการขับเคลื่อนอุปกรณ์ทำงานต่างๆ

ข้อดีข้อเสียของระบบนิวเมติก

ข้อดี

  • ทนต่อการระเบิด
  • มีความรวดเร็วในการทำงาน
  • ลมอัดที่ใช้แล้วปล่อยทิ้งได้เลย
  • เก็บรักษาง่าย
  • มีความปลอดภัยจากงานที่เกินกำลัง
  • ปรับความเร็วได้ง่าย
  • สะอาด
  • ปรับช่วงชักได้
  • อุปกรณ์มีโครงสร้างง่าย
  • มีอุณหภูมิการใช้งานกว้าง

ข้อเสีย

  • ลมอัดถูกอัดตัวได้
  • มีความชื้น
  • ต้องการเนื้อที่มาก
  • มีเสียงดัง
  • ความดันลมอัดขึ้นอยู่กับอุณหภูมิ

การเปรียบเทียบระบบนิวแมติกกับระบบการทำงานอื่น

ระบบขับเคลื่อน รายละเอียดของระบบ บังคับการทำงานด้วยระบบ
กลไก ไฟฟ้า/อิเล็กทรอนิกส์ ไฮดรอลิก นิวเมติก
โครงสร้าง ค่อนข้างซับซ้อน ค่อนข้างซับซ้อน ค่อนข้างซับซ้อน ง่าย
ความสามารถ ดีมาก ดีมาก ดี ดีแต่ต้องระวัง
เคลื่อนที่เป็นเส้นตรง ง่าย ง่าย ยาก ง่าย
เคลื่อนที่แบบหมุน ง่าย ง่าย ค่อนข้างยาก ค่อนข้างยาก
กำลังขับ น้อย-มาก น้อย-มาก กลาง-มากกว่า น้อย-กลาง
การปรับกำลังขับ ยาก ยาก ง่าย ง่าย
การบำรุงรักษา ง่าย ต้องใช้เทคโนโลยี ค่อนข้างง่าย ง่าย
ความเร็วคงที่ ดีมาก ดี ดี ไม่คงที่, ความดันต่ำ
การรับภาระเกินกำหนด (overload) ค่อนข้างยาก ยาก ค่อนข้างยาก ง่าย
การเลือกรูปแบบการติดตั้ง น้อย กลาง มาก มากกว่า
การใช้อุปกรณ์ช่วยทำงาน เมื่อขาดกระแสไฟฟ้า ค่อนข้างจะเป็นไปได้ ยาก เป็นไปได้ เป็นไปได้
ระบบการบังคับ การส่งสัญญาณ ยาก ง่ายมาก ค่อนข้างยาก ง่าย
การป้องกันการติดไฟ ดี ต้องใช้อุปกรณ์ช่วย ดี ดีมาก
ความรู้สึกไวต่อความชื้น น้อย มาก น้อย ต้องระบายออก
ความรู้สึกไวต่ออุณหภูมิ น้อย มาก กลาง น้อย
การเลือกวิธีการบังคับ น้อย มากกว่า น้อย มาก
การคำนวณในระบบ น้อย มาก น้อย กลาง
การคำนวณความเร็ว สูง สูงมาก กลาง กลาง
การคำนวณการบังคับ อะนาลอก (ดิจิตอล) ดิจิตอล (อะนาลอก) อะนาลอก ดิจิตอล (อะนาลอก)
ข้อเสียเมื่อเกิดการสั่นสะเทือน ปกติ มีผลเสีย ปกติ ปกติ

การใช้รถตัดอ้อยให้ได้ประสิทธิภาพ

การใช้รถตัดอ้อยให้ได้ประสิทธิภาพ ปัจจัยด้านสภาพพื้นที่แปลงปลูกอ้อยที่เอื้ออำนวยต่อการใช้รถตัดมีความสำคัญมาก จากการศึกษาเรื่องต้นทุนการเก็บเกี่ยวอ้อย และการวิเคราะห์ความ คุ้มค่าในการลงทุนในรถตัดอ้อยเพื่อรับจ้างเชิงพาณิชย์พบว่าปัจจัยที่ เหมาะสมกับการใช้รถตัดอ้อยมีดังนี้

  1. สภาพพื้นที่ที่เหมาะสมกับการใช้รถตัดอ้อยในการเก็บเกี่ยวควรจะเป็นพื้นที่ราบ หรืออาจจะเป็นพื้นที่เนินเขาที่มีความลาดเอียงของพื้นที่ไม่เกิน 3% มีการระบายน้ำได้ดี ไม่ควรมีก้อนหิน ตอไม้ และต้นไม้ในแปลงอ้อย เนื่องจากจะเป็นอุปสรรคในการทำงานของรถตัดอ้อย ในสภาพพื้นที่ที่มีความลาดเอียงสูงๆหรือไม่มีการระบายน้ำที่ดีจะทำให้รถตัดอ้อยและรถบรรทุกอ้อยเกิดพลิกคว่ำหรือติดหล่มในขณะทำงาน และการที่มีก้อนหิน ตอไม้ และต้นไม้ในแปลงอ้อยจะทำให้ใบมีดตัดโคนอ้อยหรือชุดใบมีดสับท่อนของรถตัดอ้อยเกิดการเสียหายได้
  2. ขนาดแปลงอ้อย ขนาดแปลงอ้อยที่เหมาะสมกับการใช้รถตัดอ้อยควรเป็นรูปสี่เหลี่ยมผนืผา้ขนาดของพื้นที่ควรมากกว่า 20 ไร่ขึ้นไป มีความยาวของแถวอ้อยหรือแนวปลูกอ้อยยาวกว่า 100 เมตรขึ้นไป หรือยิ่งยาวมากเท่าไรยิ่งดีเนื่องจากรถตัดอ้อยและรถบรรทุกสามารถทำงานได้อย่างต่อเนื่อง ไม่ต้องกลับรถเพื่อขึ้นแถวใหม่บ่อย ซึ่งทำให้สิ้นเปลืองค่าน้ำมันมากขึ้น
  3. ถนนหัวแปลงและท้ายแปลงอ้อยควรมีความกว้างของถนนมากกว่า 3 เมตร เพื่อความสะดวกในการกลับรถ สำหรับแปลงอ้อยที่ไม่มีถนนหัวแปลงและท้ายแปลง จำเป็นต้องให้รถตัดอ้อยทำการเปิดหัวแปลงและท้ายแปลงโดยการตัดอ้อยในแปลงเพื่อให้สามารถกลับหัวรถได้ แต่จะส่งผลให้คือตออ้อยบริเวณหัวแปลงและท้ายแปลงถูกรถตัดอ้อยและรถบรรทุกทับเสียหาย อีกทั้งการกลับหัวรถภายในแปลงอ้อยอาจส่งผลต่อความเสียหายของรถตัดอ้อยและรถบรรทุกได้ เนื่องจากต้องข้ามแถวอ้อยที่มีความสูงเกินไป อาจก่อให้เกิดความไม่สมดุลและอาจพลิกคว่ำได้
  4. ถนนข้างแปลงอ้อย เนื่องจากรถตัดอ้อยต้องทำงานควบคู่ไปกับรถบรรทุก จึงควรมีพื้นที่ขนาด 3 เมตรขึ้นไปบริเวณข้างใดข้างหนึ่งสำหรับรถตัดอ้อยและรถบรรทุกเพื่อให้รถทั้ง 2 สามารถทำงานควบคู่กันไปได้ แต่หากไม่มีถนนข้างแปลงรถตัดอ้อย จะต้องตัดอ้อยในแถวแรกหรือร่องแรกแล้วเก็บไว้ในกระพ้อเก็บอ้อย จากนั้นรถตัดอ้อยจะต้องถอยกลับมาเพื่อลำเลียงอ้อยใส่รถบรรทุกที่จอดอยู่บริเวณนอกแปลง ส่งผลให้เสียเวลาและสิ้นเปลืองน้ำมัน
  5. ระยะห่างระหว่างแถวที่เหมาะสมในการใช้รถตัดอ้อยควรมีระยะประมาณ4 – 1.5 เมตร หากระยะห่างระหว่างแถวอ้อยน้อยกว่า 1.4 เมตรจะส่งผลให้อ้อยในแถวถัดไปเกิดความเสียหายจากรถตัดอ้อยแต่ในขณะเดียวกันหากมีระยะห่างระหว่างแถวอ้อยมากกว่า 1.5 เมตรจะ ส่งผลให้สูญเสียพื้ที่ในการปลูกอ้อยโดยเปล่าประโยชน์
  6. สันร่องหรือสันแถวอ้อยที่เหมาะสมในการใช้รถตัดอ้อยควรมีลักษณะโค้งมน บริเวณยอดสันแบนราบเล็กน้อย มีความสูงของสันร่องประมาณ 15 เซนติเมตร เพื่อให้ใบมีดตัดโคนอ้อยของรถตัดอ้อยสามารถที่จะตัดอ้อยได้ชิดพื้นดินพอดีและส่งผลให้ตออ้อยมีความสม่ำเสมอกับพื้นดิน แต่ในกรณีที่สันร่องมีความสูงมากกว่า 15 เซนติเมตร ส่งผลให้รถตัดอ้อยยกช่องล้อสูงขึ้นและใบมีดตัดโคนอ้อยสัมผัสดินมากเกินไปทำให้ใบมีดตัดโคนอ้อยเกิดการสึกหรอเร็วขึ้น ในทางตรงกันข้ามหากสันร่องมีความสูงต่ำกว่า 15 เซนติเมตรหรือมีสันร่องในระดับเดียวกันกับพื้นดิน ใบมีดตัดโคนอ้อยของรถตัดอ้อยจะไม่สามารถตัดอ้อยได้หมดและหากสันร่องอยู่ต่ำกว่า พื้นดินใบมีดตัดโคนของรถตัดอ้อยจะไม่สามารถตัดอ้อยได้ถึงโคนอ้อยเป็นผลให้ต่ออ้อยเหลือยาวเกินไป

การทำงานของรถตัดอ้อย

จีระวัฒน์ จิตพรหม. 2561. การศึกษาค้นคว้าอิสระ “การวิเคราะห์ต้นทุนและผลตอบแทนเพื่อการตัดสินใจของเกษตรกรในการจ้างหรือซื้อรถตัดอ้อยในจังหวัดกำแพงเพชร”. [ระบบออนไลน์]. แหล่งที่มา mab.eco.ku.ac.th/wp-content/uploads/2015/06/5914750474.pdf
solar cell

เซลล์แสงอาทิตย์

การทำงานของเซลล์แสงอาทิตย์ เป็นขบวนการเปลี่ยนพลังงานแสง เป็นกระแสไฟฟ้า โดยเมื่อแสงซึ่งเป็นคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าและมีพลังงาน กระทบกับสารกึ่งตัวนำ จะเกิดการถ่ายทอดพลังงานระหว่างกัน พลังงานจากแสงจะทำให้เกิด การเคลื่อนที่ของกระแสไฟฟ้า (อิเล็กตรอน)ขึ้นในสารกึ่งตัวนำ จึงสามารถต่อกระแสไฟฟ้าดังกล่าวไปใช้งานได้

หลักการทำงานของเซลล์แสงอาทิตย์

การผลิตไฟฟ้าด้วยเซลล์แสงอาทิตย์

การผลิตกระแสไฟฟ้าด้วยเซลล์แสงอาทิตย์แบ่งออกเป็น 3 ระบบ คือ      

  1. การผลิตกระแสไฟฟ้าด้วยเซลล์แสงอาทิตย์แบบอิสระ (PV Stand alone)

เซลล์แสงอาทิตย์แบบอิสระ PV Stand alone

      2. การผลิตกระแสไฟฟ้าด้วยเซลล์แสงอาทิตย์แบบต่อกับระบบจำหน่าย (PV Grid connected system)

เซลล์แสงอาทิตย์แบบต่อกับระบบจำหน่าย (PV Grid connected system)

       3. การผลิตกระแสไฟฟ้าด้วยเซลล์แสงอาทิตย์แบบผสมผสาน (PV Hybrid system)

       เป็นระบบผลิตไฟฟ้าที่ถูกออกแบบสำหรับทำงานร่วมกับอุปกรณ์ผลิตไฟฟ้าอื่น ๆ เช่น ระบบเซลล์แสงอาทิตย์กับพลังงานลม และเครื่องยนต์ดีเซล ระบบเซลล์แสงอาทิตย์กับพลังงานลม และไฟฟ้าพลังน้ำ เป็นต้น โดยรูปแบบระบบจะขึ้นอยู่กับการออกแบบตามวัตถุประสงค์โครงการเป็นกรณีเฉพาะ

เซลล์แสงอาทิตย์แบบผสมผสาน (PV Hybrid system)

ข้อดีในการนำเซลล์แสงอาทิตย์มาใช้ผลิตไฟฟ้า

  1. ใช้พลังงานจากธรรมชาติ คือ แสงอาทิตย์ ซึ่งสะอาดและบริสุทธิ์ ไม่ก่อปฏิกิริยา ที่จะทำให้สิ่งแวดล้อมเป็นพิษ
  2. เป็นการนำพลังงานจากแหล่งธรรมชาติมาใช้ อย่างคุ้มค่าและไม่มีวันหมดไปจากโลกนี้
  3. สามารถนำไปใช้เพื่อผลิตพลังงานไฟฟ้าได้ทุกพื้นที่บนโลก และได้พลังงานไฟฟ้าใช้โดยตรง
  4. ไม่ต้องใช้เชื้อเพลิงอื่นใดนอกจากแสงอาทิตย์ รวมถึงไม่มีการเผาไหม้ จึงไม่ก่อให้เกิดมลภาวะด้านอากาศและน้ำ
  5. ไม่เกิดของเสียขณะใช้งาน จึงไม่มีการปล่อยมลพิษทำลายสิ่งแวดล้อม
  6. ไม่เกิดเสียงและไม่มีการเคลื่อนไหวขณะใช้งาน จึงไม่เกิดมลภาวะด้านเสียง
  7. เป็นอุปกรณ์ที่ติดตั้งอยู่กับที่ และไม่มีชิ้นส่วนใดทีมีการเคลื่อนไหวขณะทำงาน จึงไม่เกิดการสึกหรอ
  8. ต้องการบำรุงรักษาน้อยมาก อายุการใช้งานยืนยาวและประสิทธิภาพคงที่
  9. มีน้ำหนักเบา ติดตั้งง่าย เคลื่อนย้ายสะดวกและรวดเร็ว และเนื่องจากมีลักษณะเป็นโมดูล จึงสามารถประกอบได้ตามขนาดที่ต้องการ
  10. ช่วยลดปัญหาการสะสมของก๊าซต่าง ๆ ในบรรยากาศ เช่น คาร์บอนมอนนอกไซด์ ซัลเฟอร์ไดออกไซด์ ไฮโดรคาร์บอน และก๊าซไนโตรเจนออกไซด์ ฯลฯ ซึ่งเป็นผลจากการเผาไหม้ของเชื้อเพลิงจำพวกน้ำมัน ถ่านหินและก๊าซธรรมชาติ ล้วนแล้วแต่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม เกิดปฏิกิริยาเรือนกระจก ทำให้โลกร้อนขึ้น เกิดฝนกรด และอากาศเป็นพิษ ฯลฯ